กลับไปหน้าบทความทั้งหมด
เจาะลึกตลาดอสังหาฯ ไทย 2026: ทำไม "บ้านมือสอง" ถึงกลายเป็นทางรอดและทางเลือกอันดับ 1
26 กุมภาพันธ์ 2569

หลังจากที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยต้องเผชิญกับ "ปีแห่งความท้าทาย" ในปี 2025 ที่ผ่านมา ซึ่งมียอดโอนกรรมสิทธิ์ดิ่งลงถึง 9.1% ล่าสุดในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ข้อมูลจาก ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) และ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ชี้ให้เห็นว่า ตลาดกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะ "The Great Rebalancing" หรือการปรับสมดุลครั้งใหญ่ โดยมีสัญญาณที่น่าสนใจดังนี้ครับ:
1. จุดต่ำสุดที่ผ่านพ้น และการฟื้นตัวแบบ "ประคองตัว"
ตัวเลขคาดการณ์ยอดโอนกรรมสิทธิ์ในปี 2026 ถูกประเมินไว้ที่ประมาณ -0.5% แม้จะยังดูเหมือนติดลบ แต่ในทางเศรษฐศาสตร์นี่คือสัญญาณว่าตลาดได้ "แตะจุดต่ำสุด (Bottomed Out)" และกำลังเคลื่อนที่ในแนวราบเพื่อรอการฟื้นตัวที่ชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลัง ปัจจัยบวกหลักมาจากมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐที่ต่ออายุลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง รวมถึงความพยายามในการผ่อนปรนเกณฑ์ LTV (Loan-to-Value) เพื่อช่วยกลุ่มผู้ซื้อบ้านหลังแรก
2. ปรากฏการณ์ "Second-hand Supremacy" (บ้านมือสองครองเมือง)
สิ่งที่น่าตกใจที่สุดคือสัดส่วนยอดโอนกรรมสิทธิ์ในปัจจุบัน โดยกว่า 64% ของธุรกรรมทั้งหมดตกเป็นของ "บ้านมือสอง" ซึ่งมีเหตุผลรองรับที่สำคัญ 3 ประการ:
Gap ราคาที่กว้างขึ้น: ต้นทุนค่าก่อสร้าง ค่าแรง และราคาที่ดินที่พุ่งสูงขึ้นในปี 2026 ทำให้บ้านใหม่มีราคาสูงเกินกว่ากำลังซื้อของคนชั้นกลางส่วนใหญ่ ในขณะที่บ้านมือสองในสภาพดี (หรือนำมารีโนเวทใหม่) มีราคาถูกกว่าบ้านใหม่ในทำเลเดียวกันถึง 20-30%
ทำเล (Location) ที่บ้านใหม่ให้ไม่ได้: บ้านมือสองมักตั้งอยู่ในทำเลดั้งเดิมที่ใกล้รถไฟฟ้า หรือแหล่งชุมชนที่ปัจจุบันไม่มีที่ดินเปล่าเหลือให้พัฒนาโครงการใหม่แล้ว
ขนาดพื้นที่: ผู้ซื้อในปี 2026 ให้ความสำคัญกับ "Space" มากขึ้นจากการทำงานแบบ Hybrid Work ซึ่งบ้านมือสองรุ่นเก่ามักจะมีพื้นที่ใช้สอยมากกว่าบ้านจัดสรรรุ่นใหม่ในราคาที่เท่ากัน
3. วิกฤตสินเชื่อและการปฏิเสธกู้ (Rejection Rate)
แม้ความต้องการซื้อจะมีอยู่สูง แต่ความเข้มงวดของสถาบันการเงินยังคงเป็น "กำแพงสูง" โดยเฉพาะกลุ่มบ้านระดับราคา 2-5 ล้านบาท ที่มียอดปฏิเสธสินเชื่อพุ่งสูงถึง 50-60% ในบางทำเล
มุมมองวิเคราะห์: นี่คือโอกาสของนักลงทุนหรือเอเจนซี่ที่สามารถ "ช่วยลูกค้าเตรียมความพร้อม" หรือการใช้กลยุทธ์เช่าซื้อ (Rent-to-Own) ซึ่งกำลังเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในต้นปีนี้
4. ตลาดบน (Luxury) ยังคงลอยตัวเหนือปัญหา
ในขณะที่ตลาดระดับล่างตึงตัว แต่บ้านระดับราคา 10 ล้านบาทขึ้นไปกลับมียอดขาย (Absorption Rate) ที่น่าพอใจ โดยเฉพาะโครงการแนวราบในโซนกรุงเทพฯ ตะวันออกและตะวันตก ซึ่งกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีเงินออมสูงและได้รับผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยน้อยกว่ากลุ่มอื่น
บทสรุปสำหรับผู้ประกอบการและนักลงทุน
ในปี 2026 นี้ "ไม่ใช่ปีของการเร่งขยายตัว แต่เป็นปีของการเลือกของดี" การเน้นไปที่การทำตลาด Resale (ขายต่อ) หรือการมองหาทรัพย์ NPA มาปรับปรุงเพื่อขาย (Renovate to Sell) ดูจะเป็นกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับสภาพตลาดมากที่สุดครับ